วันอังคาร, 29 กันยายน 2563

บรูซ กร็อบเบลาร์

บรูซ กร็อบเบลาร์

ลิเวอร์พูล เซ็นสัญญากับ บรูซ กร็อบเบลาร์ มาจาก แวนคูเวอร์ ไวท์แคปส์ ด้วยค่าตัว 250,000 ปอนด์ เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 1981 ในฐานะผู้รักษาประตูสำรอง แต่ในช่วงกลางปี ​​1981 มือหนึ่งอย่าง เรย์ คลีเมนซ์ ก็ย้ายไปอยู่กับ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ทำให้ กร็อบเบลาร์ ขึ้นมาเสียบแทนตำแหน่ง

กร็อบเบลาร์ ลงเดบิวต์ให้ ลิเวอร์พูล เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 1981 แต่ไม่สามารถเก็บคลีนชีตได้ในเกมลีกที่พ่าย วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส 1-0 คลีนชีตแรกของเขาเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันต่อมาที่แอนฟิลด์เมื่อวันที่ 5 กันยายน ด้วยการเอาชนะ อาร์เซนอล 2-0

บรูซ กร็อบเบลาร์

ช่วงแรก ๆ ของ กร็อบเบลาร์ ในฐานะมือ 1 นั้นเต็มไปด้วยข้อผิดพลาดและหงส์แดงก็ต้องดิ้นรนเพื่อให้ได้ฟอร์มซึ่งความสม่ำเสมอ เขาถูกวิจารณ์อย่างหนัก ในตอนท้ายของปีปฏิทินลิเวอร์พูลอยู่ในกลางตารางของลีกและดูเหมือนว่าจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งลุ้นแชมป์โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขาแพ้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 3-1 ในช่วงบ็อกซิ่งเดย์ แต่ปีใหม่นำมาซึ่งแรงผลักดันใหม่เมื่อ บ็อบ เพสลี่ย์ เริ่มดึงศักยภาพที่ดีที่สุดออกมาจากเหล่าผู้เล่นของเขา พวกเขาเริ่มต้นปีด้วยการถล่ม สวอนซี ซิตี้ 4-0 ในศึกเอฟเอ คัพ ก่อนที่จะโชว์ฟอร์มได้ดีอย่างต่อเนื่องในลีกและทำแต้มหล่นไปเพียง 7 จาก 50 คะแนนที่เหลือเท่านั้น ก่อนแซงหน้า อิปสวิช ทาวน์ คว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้สำเร็จ

กร็อบเบลาร์ เพิ่มเหรียญแชมป์ให้กับตัวเองได้อีกเมื่อคว้าแชมป์ มิลค์ คัพ เมื่อวันที่ 13 มีนาคม ซึ่งหงส์แดงเอาชนะสเปอร์ส 3-1 ซึ่งมี เรย์ คลีเมนซ์ เฝ้าเสา

ในช่วงปี 1981-1994 กร็อบเบลาร์ เล่นให้ ลิเวอร์พูล 627 เกม เขากลายเป็นที่รู้จักในเรื่องบุคลิกที่แปลกประหลาดและมีสีสัน ในปี 1984 ของบอลยุโรปรอบชิงชนะเลิศระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ อาแอส โรม่า ซึ่งจบลงด้วยสกอร์ 1-1 หลังจากช่วงต่อเวลาพิเศษและต้องดวลจุดโทษ ในขณะที่ บรูโน่ คอนติ ของโรม่าเตรียมพร้อมที่จะเตะ กร็อบเบลาร์ก็เดินไปยังประตูด้วยรอยยิ้มอย่างมั่นใจไปที่กล้องที่เรียงรายอยู่ด้านหลังจากนั้นก็กัดตาข่ายด้านหลังเพื่อเลียนแบบการกินสปาเก็ตตี้ และก่อกวนจนคอนติยิงข้ามคาน จากนั้น กร็อบเบลาร์ ก็ก่อกวนคู่แข่งอีกครั้งก่อนที่ ฟรานเชสโก้ กราเซียนี่ จะเตะ เมื่อเขาโยกขาไปมาเหมือนอ่อนแรง และมันทำให้กราเซียนี่ยิงพลาด ซึ่งจบลงด้วยชัยชนะของลิเวอร์พูล 4-2

กร็อบเบลาร์ ยังคงเฝ้าเสาได้ถึง 3 ยุคสมัยให้กับ ลิเวอร์พูล ทั้งยุคของ เพสลี่ย์, เฟแกน และ ดัลกลิช ตลอดระยะเวลา 13 ปี จุดแข็งของเขาก็คือความคล่องตัวราวกับนักยิมนาสติก และความมั่นใจที่เต็มเปี่ยม นั่นทำให้เขาไม่เคยกลัวคู่แข่งคนไหนเลย เพราะเขามักจะใช้ฝีปากขู่คู่ต่อแข่งอยู่เป็นประจำ เขาเคยใช้ฝีปากโจมตีใส่ จิม เบกลิน ในศึกเมอร์ซี่ย์ไซด์ดาร์บี้ ของศึกเอฟเอ คัพ นัดชิงชนะเลิศ ครั้งแรกที่พบกับ เอฟเวอร์ตัน ในปี 1986 

อย่างไรก็ตามหลังจากการเซ็นสัญญากับ เดวิด เจมส์ มาจาก วัตฟอร์ด ในช่วงกลางปี 1992 ถือว่าเป็นการเริ่มต้นของจุดจบเส้นทางการค้าแข้งของ กร็อบเบลาร์ แม้ว่า เจมส์ จะต้องดิ้นรนเพื่อสร้างความประทับใจ แต่ กร็อบเบลาร์ ก็ได้ลงเฝ้าเสาเพียงแค่ 6 เกมเท่านั้นในระหว่างฤดูกาล 1992-93 และสุดท้ายเขาก็ถูกปล่อยยืมตัวไปอยู่กับ สโต๊ค ซิตี้ แต่เรื่องเลวร้ายที่สุดของเขาก็เกิดขึ้นในศึกเมอร์ซี่ย์ไซด์ดาร์บี้ เมื่อเขาไปทำร้ายร่างกายเพื่อนร่วมทีมอย่าง สตีฟ แม็คมานามาน และมันคือจุดจบของเขาอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ตลอดช่วงระยะเวลา 14 ปีที่อยู่กับสโมสร กร็อบเบลาร์ คว้าแชมป์ลีกไปถึง 6 สมัย, เอฟเอ คัพ 3 สมัย, ลีก คัพ 3 สมัย และ ยูโรเปี้ยน คัพ อีก 1 สมัย

# กุนซือคู่แห่งแอนฟิลด์